กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 9
1
จิปาถะ / Educational psychology is a branch of psychology
« กระทู้ล่าสุด โดย paddyjose2323 เมื่อ กันยายน 07, 2022, 12:25:37 AM »
Educational psychology is a branch of psychology that deals with the scientific study of human learning. It’s concerned with studying the emotional, cognitive and social processes in learning, and using such knowledge to aid better learning processes.

Educational psychologists have used various psychology perspectives to explain how learning occurs, some of which are:

The Developmental Perspective: Psychologists have come to understand the way children learn skills and knowledge during development. This has allowed the creation of educational systems i.e. primary, secondary and tertiary education. These levels of education can only be attained by children at certain

An increasingly important area of study is the relationship between teachers and students. For example, according to one popular theory, when someone is more powerful than another person (for example, a teacher vs. a student), the less powerful person will become overly submissive and might appear to be self-effacing.

Another area of study is how personality affects learning styles. A common idea is that some people are visual learners and others are auditory learners — that is, they learn best when information is presented visually or verbally (respectively). The truth may be more complicated: For example, if you’re trying to teach someone how to play soccer by showing them pictures of plays or telling them verbally how to do it, they probably won’t learn very well either way.
https://connectcrack.com/tenorshare-icarefone-crack-code/
tenorshare icarefone crack code
Schools are looking for the best ways to teach and reach kids. Sometimes, teachers and administrators need a little help finding that path. And that’s where psychology comes in.

Psychology can help teachers understand their own emotions and behaviors, as well as those of their students. Psychologists use their knowledge to study learning disabilities and create programs to deal with them. They also examine how motivation affects learning, how students learn best, and how they develop emotionally as they grow.
2
จิปาถะ / Role of education in IT
« กระทู้ล่าสุด โดย Ittless1960 เมื่อ สิงหาคม 31, 2022, 09:46:04 PM »
Role of Technology in education The COVID-19 pandemic is quickly demonstrating why online education should be a vital part of teaching and learning. By integrating technology into existing curricula, as opposed to using it solely as a crisis-management tool, teachers can harness online learning as a powerful educational tool.
The effective use of digital learning tools in classrooms can increase student engagement, help teachers improve their lesson plans, and facilitate personalized learning. It also helps students build essential 21st-century skills.
Virtual classrooms, video, augmented reality (AR), robots, and other technology tools can not only make class more lively, they can also create more inclusive learning environments that foster collaboration and inquisitiveness and enable teachers to collect data on student performance.
l, it’s important to note that technology is a tool used in education and not an end in itself. The promise of educational technology lies in what educators do with it and how it is used to best support their students’ needs.
Classroom management tools make it easier than ever for students, parents, and teachers to collaborate. For example, it’s not always easy to get students to work together in groups. But, with online portals and discussion forums, students can contribute in their own space and time to work with other students.
https://crackgarden.com/qtranslate-crack/
qtranslate crack
 Additionally, teachers can communicate and collaborate in an organized manner with parents for feedback and the sharing of ideas, thoughts, and/or concerns.
At the end of the day, printing worksheets and tests is not only bad for the environment, but it is also a huge cost to educational institutions and students alike. Digital education environments provide the opportunity to make a classroom or degree program paperless.
3
ปลูก / ปลูกกัญชาอย่างถูกกฎหมาย ทำอย่างไร
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ เมษายน 09, 2022, 06:54:18 AM »
ผู้ที่สนใจปลูกกัญชา ต้องปลูก เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือศึกษาวิจัยและพัฒนา เท่านั้น โดยยื่นคำขออนุญาต ณ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข และต้องมีคุณสมบัติเป็น

- หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายกำหนด
- แพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง เภสัชกร แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้าน
- สถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่มีการสอนทางการแพทย์หรือเภสัชศาสตร์
- วิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือสหกรณ์การเกษตร โดยร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ หรือ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน

ในช่วง 5 ปีแรก นับแต่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับ (19 กุมภาพันธ์ 2562 – 2567) ผู้ขออนุญาตปลูกต้องเป็นหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐดำเนินการร่วมกับผู้ขออนุญาตข้างต้น

สิ่งที่ต้องเตรียมเพื่อยื่นคำขออนุญาตปลูกกัญชา     

- ผู้ยื่นคำขอฯ ต้องไม่เคยมีประวัติการถูกดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
- สถานที่ปลูก มีเลขที่ตั้งและที่อยู่ชัดเจน มีระบบและมาตรการรักษาความปลอดภัย พื้นที่เพาะปลูกใช้วัสดุในการสร้างที่มีความมั่นคงแข็งแรงและปิดกั้นเพื่อป้องกันการเข้าถึงจากบุคคลภายนอก



** ต้องแสดงหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองของสถานที่ปลูก หรือหนังสือให้ความยินยอมจากผู้ให้เช่า หรือผู้ให้ใช้ที่ดิน ในกรณีขอเช่าหรือขอใช้ที่ดินของบุคคลอื่นในการเพาะปลูก **

- สถานที่จัดเก็บ เมล็ดพันธุ์กัญชา ผลผลิตกัญชาที่ได้ภายหลังจากการเก็บเกี่ยว รวมถึงส่วนที่เหลือของกัญชาเพื่อรอทำลาย ควรมีมาตรการรักษาความปลอดภัย แยกเก็บเป็นสัดส่วนและไม่ปะปนกับวัตถุอื่นๆ

- แผนการผลิต แผนการจำหน่าย และแผนการใช้ประโยชน์

- วิธีการดำเนินการ เช่น รายละเอียดและแหล่งที่มาของเมล็ดพันธุ์ วิธีการปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว ระยะเวลาในการดำเนินการ เป็นต้น

** รายละเอียดเพิ่มเติมตาม “แนวทางการปฏิบัติ ด้านการจัดเตรียมสถานที่ การเก็บรักษาและการควบคุมการใช้สำหรับ ผู้ขอรับอนุญาตปลูก ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา” และ “แนวทางการพิจารณาอนุญาตให้ปลูกกัญชา พ.ศ. 2563” จากเว็บไซต์ https://cannabis.fda.moph.go.th/ **

หน้าที่ของผู้รับอนุญาตภายหลังได้รับอนุญาตแล้ว
ดำเนินการตามที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ป้องกันมิให้มีการรั่วไหลออกจากระบบการควบคุม และจัดทำรายงานและบัญชีรับ - จ่าย ตามแบบที่กฎหมายกำหนด

ประชาชนทั่วไปสามารถปลูกกัญชาได้หรือไม่
ปัจจุบันกฎหมายยังไม่ได้มีการอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปปลูกกัญชาได้เอง อย่างไรก็ตาม สามารถรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือสหกรณ์การเกษตร โดยร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อขออนุญาตปลูกกัญชาได้ ทั้งนี้ กรณีปลูกกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีความผิดต้องระวางโทษ  จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 500,000 บาท ถ้าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 บาท   ถึง 1,500,000 บาท


บทความโดย : กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
4
ปลูก / ปลูกกัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจในอนาคต
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ เมษายน 09, 2022, 12:27:46 AM »
ปลูกกัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจในอนาคต

     ปัจจุบันพืชกัญชงควบคุมเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ภายใต้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 จึงต้องขออนุญาตและมีการควบคุมกำกับดูแลตามกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะเฮมพ์ พ.ศ. 2559 ทั้งนี้ เป็นการขอขออนุญาตปลูกเพื่อประโยชน์จากเส้นใยเท่านั้น

คุณสมบัติของผู้ที่จะขออนุญาตปลูก : หน่วยงานของรัฐ

วัตถุประสงค์ในการขอรับใบอนุญาตปลูก : สำหรับใช้ในครัวเรือน / ใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรม / ในเชิงพาณิชย์ / การศึกษาวิจัย / ผลิตเมล็ดพันธุ์รับรองสำหรับจำหน่าย

การยื่นคำขอ   : กรณีต่างจังหวัด ให้ยื่นคำขอ ณ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ / สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในท้องที่ปลูก
                   : กรณีกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นคำขอ ณ กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา


 

     ทั้งนี้ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร และพัฒนา นวัตกรรม เทคโนโลยีการใช้กัญชา กัญชง และพืชสมุนไพรในทางการแพทย์ อุตสาหกรรมทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการสร้างรายได้ของประชาชน นำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นการต่อยอดในเชิงพาณิชย์ สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงบทบัญญัติบางประการของกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะเฮมพ์ พ.ศ. 2559 และขณะนี้ร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เฉพาะกัญชง (Hemp) อยู่ในระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

     อนาคตหากกฎกระทรวงฉบับใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว จะสามารถตอบสนองความต้องการที่จะพัฒนาให้กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ พัฒนาเทคโนโลยีการใช้กัญชงในทางอุตสาหกรรม ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากส่วนอื่นของกัญชง (Hemp) นอกจากเส้นใย และนำไปแปรรูปและผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ยา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เครื่องสำอาง หรืออาหาร

คุณสมบัติของผู้ที่จะขออนุญาตปลูก : หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย

วัตถุประสงค์ในการขอรับใบอนุญาตปลูก : ใช้ประโยชน์จากเส้นใยตามวัฒนธรรมและใช้ในครอบครัว / เชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม / ทางการแพทย์ /การศึกษา วิเคราะห์ วิจัย หรือปรับปรุงพันธุ์ / ในการผลิตเมล็ดพันธุ์รับรอง / ภารกิจอื่นของหน่วยงานของรัฐ



บทความโดย : กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
ข้อมูล ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563
5
ตำรับยากัญชาตามแผนปัจจุบัน / สารสกัดน้ำมันกัญชาสูตร THC
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ เมษายน 09, 2022, 12:18:16 AM »
สารสกัดน้ำมันกัญชาทางการแพทย์ สูตร THC
ขนาดบรรจุ 5 มิลลิลิตร (ใน 1 หยดประกอบด้วยสาร THC 0.5 มิลลิกรัม)

ข้อบ่งใช้
- สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด (chemotherapy induced nausea and vomiting)
- ภาวะปวดประสาท (neuropathic pain)
- หรือใช้ตามแพทย์สั่ง

วิธีการใช้ยา
ใช้หยดใต้ลิ้น ในขนาดเริ่มต้น: 1-2 หยด และปรับเพิ่มขนาดช้าๆ ตามคำแนะนำของแพทย์

ข้อห้ามใช้
ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่แพ้ THC หรือส่วนประกอบใดๆ ในตำรับ
ไม่ควรใช้ยาสารสกัดกัญชาในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมองที่รุนแรง หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ
ผู้ที่เป็นโรคจิตมาก่อน หรือมีอาการของโรคอารมณ์แปรปรวน (concurrent active mood disorder) หรือโรควิตกกังวล (anxiety disorder)
หลีกเลี่ยงการใช้กัญชาในสตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร รวมถึงสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่มิได้คุมกำเนิด หรือสตรีที่วางแผนจะตั้งครรภ์เนื่องจากมีรายงาน การศึกษาพบว่ามีทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักตัวน้อย รวมถึงพบ cannabinoids ในน้ำนมแม่ได้

ข้อควรระวัง
ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาร่วมกับยากล่อมประสาทหรือยาที่ออกฤทธิ์ทางจิตอื่นๆ เนื่องจากเสริมฤทธิ์กดประสาท ส่วนกลางหรือเพิ่มผลกระทบทางจิตประสาท
ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีประวัติของการใช้สารเสพติดรวมถึงผู้มีประวัติติดสุรา
อาจทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงอันตราย
ไม่ควรใช้ ในบุคคลที่อายุต่ำกว่า 25 ปี ยกเว้นในกรณีที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าผู้ป่วยได้รับประโยชน์มากกว่าเสี่ยง
ไม่ควรใช้กัญชาในผู้ป่วยที่มีภาวะการทำงานของตับหรือไตบกพร่องรุนแรง
ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะอาจเกิดการติดยาได้ นอกจากแพทย์สั่ง
หากใช้เป็นประจำควรประเมินผลการรักษาเป็นระยะ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดใช้ยา เพราะจำเป็นต้องปรับลดขนาดยาลงทีละน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการถอนยา
ใช้ภายใต้การควบคุมและสั่งจ่ายโดยแพทย์ที่ได้รับการอบรมแล้วเท่านั้น
6
สารสกัดน้ำมันกัญชาทางการแพทย์ สูตร CBD
ขนาดบรรจุ 10 และ 30 มิลลิลิตร (ใน 1 มิลลิลิตร ประกอบด้วย CBD 100 มิลลิกรัม)

ข้อบ่งใช้
- โรคลมชักที่รักษายาก
- โรคลมชักที่ดื้อต่อการรักษา (intractable epilepsy)
- หรือใช้ตามแพทย์สั่ง

วิธีการใช้ยา
ใช้หยดใต้ลิ้น ในขนาดเริ่มต้น: 1-2 หยด และปรับเพิ่มขนาดช้าๆ ตามคำแนะนำของแพทย์

ข้อห้ามใช้
ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่แพ้ CBD หรือส่วนประกอบใดๆ ในตำรับ

ข้อควรระวัง
หลีกเลี่ยงการใช้กัญชาในสตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร รวมถึงสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่มิได้คุมกำเนิดหรือ สตรีที่วางแผนจะตั้งครรภ์
อาจทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงอันตราย
ไม่ควรใช้กัญชาในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมองที่รุนแรง
ไม่ควรใช้กัญชาในผู้ป่วยที่มีภาวะการทำงานของตับหรือไตบกพร่องรุนแรง
ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะอาจเกิดการติดยาได้ นอกจากแพทย์สั่ง หากใช้เป็นประจำควรประเมินผลการรักษาเป็นระยะ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดใช้ยา เพราะจำเป็นต้องปรับลดขนาดยาลงทีละน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการถอนยา
ควรใช้กัญชาด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาร่วมกับยากล่อมประสาทหรือยาที่ออกฤทธิ์ทางจิตอื่นๆ เนื่องจากเสริมฤทธิ์
กดประสาทส่วนกลางหรือเพิ่มผลกระทบทางจิตประสาท
ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีประวัติของการใช้สารเสพติดรวมถึงผู้มีประวัติติดสุรา
หากมีอาการแพ้ยา เช่น มีผื่น ปากบวม ตาบวม หน้าบวม ให้หยุดใช้ยาและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ใช้ภายใต้การควบคุมและสั่งจ่ายโดยแพทย์ที่ได้รับการอบรมแล้วเท่านั้น
7
ตำรับยากัญชาตามแผนปัจจุบัน / สารสกัดน้ำมันกัญชาสูตร THC:CBD 1:1
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ เมษายน 09, 2022, 12:13:21 AM »
สารสกัดน้ำมันกัญชาทางการแพทย์ สูตร THC:CBD 1:1
ขนาดบรรจุ 5 มิลลิลิตร (ใน 1 มิลลิลิตร ประกอบด้วย THC 27 มิลลิกรัม และ CBD 25 มิลลิกรัม)

ข้อบ่งใช้
- ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง (spasticity) ในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis)
- หรือใช้ตามแพทย์สั่ง

วิธีการใช้ยา ใช้หยดใต้ลิ้น ในขนาดเริ่มต้น: 1-2 หยด และปรับเพิ่มขนาดช้าๆ ตามคำแนะนำของแพทย์

ข้อห้ามใช้
ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่แพ้ THC: CBD (1:1) หรือส่วนประกอบใดๆในตำรับ
ไม่ควรใช้กัญชาในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมองที่รุนแรง หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ
ผู้ที่เป็นโรคจิตมาก่อน หรือมีอาการของโรคอารมณ์แปรปรวน (concurrent active mood disorder) หรือ โรควิตกกังวล (anxiety disorder)
หลีกเลี่ยงการใช้กัญชาในสตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร รวมถึงสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่มิได้คุมกำเนิด หรือสตรีที่วางแผนจะตั้งครรภ์เนื่องจาก มีรายงานการศึกษาพบว่ามีทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักตัวน้อย รวมถึงพบ cannabinoids ในน้ำนมแม่ได้

ข้อควรระวัง
ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาร่วมกับยากล่อมประสาทหรือยาที่ออกฤทธิ์ทางจิตอื่นๆ เนื่องจากเสริมฤทธิ์กดประสาท ส่วนกลางหรือเพิ่มผลกระทบทางจิตประสาท
ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีประวัติของการใช้สารเสพติดรวมถึงผู้มีประวัติติดสุรา
อาจทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงอันตราย
ไม่ควรใช้ ในบุคคลที่อายุต่ำกว่า 25 ปี ยกเว้นในกรณีที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าผู้ป่วยได้รับประโยชน์มากกว่าเสี่ยง
ไม่ควรใช้กัญชาในผู้ป่วยที่มีภาวะการทำงานของตับหรือไตบกพร่องรุนแรง
ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะอาจเกิดการติดยาได้ นอกจากแพทย์สั่ง
หากใช้เป็นประจำควรประเมินผลการรักษาเป็นระยะ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดใช้ยา เพราะจำเป็นต้องปรับลดขนาดยาลงทีละน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการถอนยา
ใช้ภายใต้การควบคุมและสั่งจ่ายโดยแพทย์ที่ได้รับการอบรมแล้วเท่านั้น
8
ยาแก้สัณฑฆาต กล่อนแห้ง

ที่มาของตำรับยา แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ เล่ม 2 พระยาพิศณุประสาทเวช ร.ศ. 126
“จะว่าด้วยโรคสำหรับบุรุษหรือสัตรีก็เหมือนกัน แต่จะว่าด้วยบุรุษนั้นก่อน ถ้าผู้ใดเปนโทษสัณฑฆาฏแลกล่อนแห้ง มักให้ผูกพรรดึกแลลมเสียดแทง ให้เปนลูกเปนก้อนเปนดานในท้องให้เมื่อยขบทั่วสารพางค์ มักให้เจ็บบั้นเอว ให้มือเท้าตายเปนเหน็บชา มักขัดหัวเหน่าน่าตะโพก ตึงสองราวข้างไปจนตลอดทวารหนัก ปัสสาวะเปนโลหิตให้ปวดสีสะวิงเวียนหน้าตา ปากเบี้ยวตาแหกเสียงแห้งเจราไม่ไคร่ได้ยิน จักษุมืดหูหนัก แลจุกเสียดท้องขึ้นแน่นน่าอก เสพย์อาหารไม่มีรศ โรคทั้งนี้เปนเพื่อวาตะ, เสมหะ, โลหิต, กำเริบ เมื่อจะเปนนั้นให้เหม็นเนื้อตัวแลอาหารถอย บางทีให้จับสบัดร้อนสท้านหนาว มักอยากของเปรี้ยวหวานแลเย็น เปนทั้งนี้เพราะโลหิตแห้งติดกระดูกสันหลัง บุรุษแลสัตรีเปนเหมือนกันจะแก้ท่านให้แต่งยานี้
ยาแก้โรคสำหรับบุรุษขนานนี้ เอาเถาสะค้าน 1 ผักแพวแดง 1 หัวดองดึง 1 ว่านน้ำ 1 มหาหิงคุ์ 1 เนื้อในฝักราชพฤษ 1 โกฐสอ 1 โกฐพุงปลา 1 โกฐจุลาลำภา 1 กันชา 1 หัวอุตพิด 1 ชะเอมเทศ 1 ดีปลี 1 แก่นแสมทะเล 1 ยาทั้งนี้เอาเสมอภาค พริกไทยกึ่งยา แต่ว่าผ่อนตามกำลัง ทำผงแล้วเอาน้ำใบกะเม็ง 1 น้ำผลประคำดีควาย 1 เอาเท่ากันเคล้ายาให้ได้ 7 ครั้ง ผึ่งให้แห้งแล้วบดกับน้ำผึ้งรับประทาน หนัก 1 สลึง แก้โรคดังกล่าวมาแล้วแต่หลัง”

สูตรตำรับยา ประกอบด้วย ตัวยา 15 ชนิด รวมน้ำหนัก 21 ส่วน ดังนี้
1.   สะค้าน  |  1 ส่วน
2.   ผักแพวแดง  |  1 ส่วน
3.   ดองดึง  |  1 ส่วน
4.   ว่านน้ำ  |  1 ส่วน
5.   มหาหิงคุ์  |  1 ส่วน
6.   เนื้อในฝักราชพฤกษ์  |  1 ส่วน
7.   โกฐสอ  |  1 ส่วน
8.   โกฐพุงปลา  |  1 ส่วน
9.   โกฐจุฬาลัมพา  |  1 ส่วน
10.   กัญชา  |  1 ส่วน
11.   อุตพิด  |  1 ส่วน
12.   ชะเอมเทศ  |  1 ส่วน
13.   ดีปลี  |  1 ส่วน
14.   แก่นแสมทะเล  |  1 ส่วน
15.   พริกไทย  |  7 ส่วน

ส่วนประกอบอื่นในตำรับ
- ใบกะเม็ง
- ผลประคำดีควาย

ข้อบ่งใช้ แก้อาการท้องผูก อุจจาระเป็นก้อนแข็งที่ทำให้ปวดเมื่อยทั่วร่างกาย มือชาเท้าชา ปวดศีรษะ หน้ามืดวิงเวียน จุกเสียดท้อง แน่นหน้าอก

รูปแบบยา ยาผง ยาแคปซูล

ขนาดและวิธีใช้ รับประทานครั้งละ 2 กรัม วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ก่อนอาหาร
น้ำกระสายยาที่ใช้
- น้ำผึ้งรวง
- ถ้าหาน้ำกระสายยาไม่ได้ ให้ใช้น้ำสุกแทน

ข้อห้ามใช้
ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ผู้ที่มีไข้ และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

ข้อควรระวัง
ควรระวังการรับประทานร่วมกับยาในกลุ่มสารกันเลือดเป็นลิ่ม (anticoagulant) และยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด (antiplatelets)
ควรระวังการใช้ร่วมกับยา phenytoin, propranolol, theophylline และ rifampicin เนื่องจากตำรับนี้มีพริกไทยในปริมาณสูง
ควรระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยสูงอายุ

ข้อมูลเพิ่มเติม
ต้องฆ่าฤทธิ์ดองดึงก่อนนำไปปรุงยา


เอกสารอ้างอิง
1. พิศณุประสาทเวช, พระยา. แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ เล่ม 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ศุภการจำรูญ ถนนอัษฏางค์; ร.ศ. 126. หน้า 163.
2. https://www.medcannabis.go.th/
9
ยาแก้นอนไม่หลับ / ยาแก้ไข้ผอมเหลือง

ที่มาของตำรับยา แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ เล่ม 1 พระยาพิศณุประสาทเวช ร.ศ. 128
“กัญชา แก้ไข้ผอมเหลืองหากำลังมิได้ ให้ตัวสั่นเสียงสั่นเปนด้วยวาโยธาตุกำเริบ แก้นอนมิหลับ เอาตรีกะฏุก 1 จันทน์ทั้ง 2 ใบสะเดา 2 ใบคนทีเขมา 1 พริกล่อนเสมอภาค ใบกันชาเท่ายาทั้งหลายทำผง เอาน้ำมะพร้าว น้ำผึ้ง น้ำส้มซ่า น้ำตาลทราย กระทือสด น้ำเบ็ญจทับทิมต้มละลายยากินหายแล”

สูตรตำรับยา ประกอบด้วย ตัวยา 8 ชนิด รวมน้ำหนัก 16 ส่วน ดังนี้
1.   ขิงแห้ง  |  1 ส่วน
2.   พริกไทยล่อน  |  2 ส่วน
3.   ดีปลี  |  1 ส่วน
4.   จันทน์แดง  |  1 ส่วน
5.   จันทน์ขาว  |  1 ส่วน
6.   ใบสะเดา  |  1 ส่วน
7.   ใบคนทีเขมา  |  1 ส่วน
8.   ใบกัญชา  |  8 ส่วน

ข้อบ่งใช้ แก้นอนไม่หลับ แก้ไข้ผอมเหลือง ที่มีอาการตัวสั่น เสียงสั่น อ่อนเพลีย ไม่มีกำลัง

รูปแบบยา ยาผง แคปซูล

ขนาดและวิธีใช้ รับประทานครั้งละ 2 กรัม วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ก่อนอาหาร
น้ำกระสายยาที่ใช้
- น้ำมะพร้าว น้ำผึ้งรวง น้ำส้มซ่า น้ำตาลทราย กระทือสด น้ำเบญจทับทิมต้ม
- ถ้าหาน้ำกระสายยาไม่ได้ ให้ใช้น้ำสุกแทน

ข้อห้ามใช้
ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี
ห้ามใช้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยานอนหลับ และยาต้านการชัก รวมทั้งแอลกอฮอล์ หรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่

ข้อควรระวัง
ควรระวังการรับประทานร่วมกับยาในกลุ่มสารกันเลือดเป็นลิ่ม (anticoagulant) และยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด (antiplatelets)
ควรระวังการใช้ร่วมกับยา phenytoin, propranolol, theophylline และ rifampicin เนื่องจากตำรับนี้มีพริกไทยเป็นส่วนประกอบ
ยานี้อาจทำให้ง่วงซึมได้ ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล

ข้อมูลเพิ่มเติม
ไข้ผอมเหลือง เกิดจากธาตุลมกำเริบส่งผลให้นอนไม่ค่อยหลับ เบื่ออาหาร เมื่อเป็นเรื้อรัง ร่างกายผ่ายผอม ซีด เหลือง อ่อนเพลีย และไม่มีกำลัง ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โรคริดสีดวง
ริดสีดวง เป็นโรคกลุ่มหนึ่ง เกิดได้กับอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ตา จมูก ลำไส้ ทวารหนัก ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มี 18 ชนิด แต่ละชนิดมีอาการและชื่อเรียกแตกต่างกันไป บางชนิดอาจมีติ่งหรือก้อนเนื้อเกิดขึ้นที่อวัยวะนั้น เช่น ริดสีดวงตา ริดสีดวงทวารหนัก


เอกสารอ้างอิง
1. พิศณุประสาทเวช, พระยา. แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ เล่ม 1. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทย สพานยศเส; ร.ศ. 128. หน้า 476.
2. https://www.medcannabis.go.th/
10
ตำรับยากัญชาตามแผนไทย / ยาไฟอาวุธ : ลมจุกเสียด ปวดมวนท้อง
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ เมษายน 08, 2022, 11:53:50 PM »
ยาไฟอาวุธ

ที่มาของตำรับยา แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ เล่ม 1 พระยาพิศณุประสาทเวช ร.ศ. 128
“...อันว่าลมที่กลิ้งขึ้นกลิ้งลงแลลั่นอยู่ในท้องที่เปนป้างคลื่นดุจดังลูกฟูกนั้นก็หาย ถ้าไม่หายท่านให้แต่งยาอันชื่อว่าอินทจักร์นั้นให้กินต่อไป ถ้ามิฟังยาอันใดแล้ว ท่านให้แต่งยาอันชื่อว่าไฟอาวุธนั้นให้กินต่อไป
ยาชื่อไฟอาวุธขนานนี้ เอาผลจันทน์ 1 ดอกจันทน์ 1 กระวาน 1 กานพลู 1 โกฐทั้ง 5 เทียนทั้ง 5 ชะเอมเทศ 1 กันชา 1 แก่นแสมทะเล 1 เอาสิ่งละ 1 ส่วน อุตพิด 1 เปลือกสมุลแว้ง 1 ดีปลี 1 ใบพิมเสน 1 เอาสิ่งละ 2 ส่วน รากจิงจ้อ 1 รากส้มกุ้ง 1 รากเปล้าน้อย 1 รากเปล้าใหญ่ 1 รากสะค้าน 1 รากพาชไหน 1 เอาสิ่งละ 3 ส่วน สหัศคุณเทศ 4 ส่วน บุกรอ 9 ส่วน พริกไทย 1 ขิงแห้ง 1 รากเจตมูล 1 เอาสิ่งละ 16 ส่วน รวมยา 32 สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาน้ำมะนาวเปนกระสายบดทำแท่งไว้ กินแก้ทราง 7 จำพวก แก้ตานโจรทั้ง 12 จำพวก แก้หืดน้ำนมทั้ง 7 จำพวก แก้ไอผอมเหลือง แลแก้ไส้พองท้องใหญ่ แก้พุงโรแลลมจุกเสียด แลแก้ป้างแก้ม้ามแก้ดานเสมหะให้ปวดมวนเสียดแทง แก้อุจจาระเปนเสมหะโลหิตระคนกันมักให้ถอยกำลัง มักให้เปนไข้ไม่รู้สึกตัวให้ลงเปนโลหิต แก้ไข้เพื่อเสมหะเพื่อลม”

สูตรตำรับยา ประกอบด้วย ตัวยา 32 ชนิด รวมน้ำหนัก 104 ส่วน ดังนี้
1.   ผลจันทน์  |  1 ส่วน
2.   ดอกจันทน์  |  1 ส่วน
3.   กระวาน  |  1 ส่วน
4.   กานพลู  |  1 ส่วน
5.   โกฐสอ  |  1 ส่วน
6.   โกฐเขมา  |  1 ส่วน
7.   โกฐหัวบัว  |  1 ส่วน
8.   โกฐจุฬาลัมพา  |  1 ส่วน
9.   โกฐเชียง  |  1 ส่วน
10.   เทียนดำ  |  1 ส่วน
11.   เทียนแดง  |  1 ส่วน
12.   เทียนขาว  |  1 ส่วน
13.   เทียนข้าวเปลือก  |  1 ส่วน
14.   เทียนตาตั๊กแตน  |  1 ส่วน
15.   ชะเอมเทศ  |  1 ส่วน
16.   กัญชา  |  1 ส่วน
17.   แก่นแสมทะเล  |  1 ส่วน
18.   อุตพิด  |  2 ส่วน
19.   เปลือกสมุลแว้ง  |  2 ส่วน
20.   ดีปลี  |  2 ส่วน
21.   ใบพิมเสน  |  2 ส่วน
22.   รากจิงจ้อ  |  3 ส่วน
23.   รากส้มกุ้ง  |  3 ส่วน
24.   รากเปล้าน้อย  |  3 ส่วน
25.   รากเปล้าใหญ่  |  3 ส่วน
26.   รากสะค้าน  |  3 ส่วน
27.   รากพาชไหน  |  3 ส่วน
28.   หัสคุณเทศ  |  4 ส่วน
29.   บุกรอ  |  9 ส่วน
30.   พริกไทย  |  16 ส่วน
31.   ขิงแห้ง  |  16 ส่วน
32.   เจตมูลเพลิงแดง  |  16 ส่วน

ข้อบ่งใช้ ลมจุกเสียด ปวดมวนท้อง

รูปแบบยา ยาผง แคปซูล

ขนาดและวิธีใช้ รับประทานครั้งละ 2 กรัม วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ก่อนอาหาร
น้ำกระสายยาที่ใช้
- น้ำมะนาว
- ถ้าหาน้ำกระสายยาไม่ได้ ให้ใช้น้ำสุกแทน

ข้อห้ามใช้
ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ผู้ที่มีไข้ และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

ข้อควรระวัง
ควรระวังการรับประทานร่วมกับยาในกลุ่มสารกันเลือดเป็นลิ่ม (anticoagulant) และยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด (antiplatelets)
ควรระวังการใช้ร่วมกับยา phenytoin, propranolol, theophylline และ rifampicin เนื่องจากตำรับนี้มีพริกไทยเป็นส่วนประกอบ
ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคแผลเปื่อยเพปติก และโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากเป็นตำรับยารสร้อน

ข้อมูลเพิ่มเติม
ดานเสมหะ หมายถึง เสมหะที่คั่งค้างในลำไส้ทำให้ท้องแข็งปวดมวน


เอกสารอ้างอิง
1. พิศณุประสาทเวช, พระยา. แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ เล่ม 1. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทย สพานยศเส; ร.ศ. 128. หน้า 354.
2. https://www.medcannabis.go.th/
หน้า: [1] 2 3 ... 9