ผู้เขียน หัวข้อ: หมวด ๓ มาตรา ๑๕ และ หมวด ๔ มาตรา ๑๖ โดย วสช.สมุน.ไพรดอนเมือง  (อ่าน 233 ครั้ง)

ออฟไลน์ admin

  • Administrator
  • Jr. Member
  • *****
  • กระทู้: 82
    • ดูรายละเอียด
เสนอ โดย วสช.สมุน.ไพรดอนเมือง
=================
แก้ หมวด ๓ มาตรา ๑๕
ไม่มีการควบคุมการเริ่มต้นเศรษฐกิจกัญชา เศรษฐกิจกัญชากัญชง จะขยายตัวเร็วมาก เป็นหลายเท่า ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ ของไทยได้มากมาย เพราะ ประเทศไทย จะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไว้ส่งออก ก่อน ประเทศต่างๆ อีกเยอะ และตลาดในประเทศก็จะขยายตัวมาก

สำคัญสุด ผู้ป่วย จะได้ยากัญชาฟรีจากกรมแพทย์แผนไทยฯ เหมือนเดิม และ ทั่วถึง

ข้อเสนอ คือ
หมวด ๓
มาตรา ๑๕

1) ขอให้เปลี่ยนการขออนุญาตของผู้ประสงค์ประกอบธุรกิจกัญชาเป็นการจดแจ้ง การปลูก การสกัด การซื้อ การขาย การส่งออก และการนำเข้า เพื่อทำธุรกิจกัญชากัญชง แต่ให้เฉพาะผู้มีสัญชาติ ไทย หรือนิติบุคล ที่มีคนสัญชาติไทยถือหุ้น ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 เท่านั้น

2) การเก็บรายได้ของรัฐ ไม่ใช้ ตาราง แนบท้ายของร่างเดิม แต่ให้ใช้ การสมทบเข้า กองทุนกัญชาเพื่อการแพทย์(กองทุน-กพพ) โดย คิดเป็น 3%(เป็นต้น) จาก ผู้จดแจ้งการซื้อขายกัญชา ตามมูลค่าการซื้อขายจริง ที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง แต่ส่งให้ กองทุน-กพพ ที่กรมแพทย์แผนไทยฯ เพื่อนำไปใช้เป็นการเฉพาะ ในการวิจัยตำรับยากัญชาทั้งแผนโบราณและแผนปัจจุบัน การทำ Clinical Trail ตามมาตรฐานสากล ของยากัญชากัญชง และ นำไปผลิตยากัญชากัญชง เพื่อแจกฟรี ให้กับประชาชน เหมือน ที่ผ่านมา

การเก็บรายได้เข้ากองทุนนี้ จะเริ่มเก็บจากผู้ปลูกและทำผลิตภัณท์กัญชา ที่มียอดขายเกิน 300,000 บาท ต่อปี

3) ให้มีผลบังคับ ใช้ ทันทีที่ประกาศใช้ พรบ นี้ และ สามารถลงมือปลูก ผลิต พัฒานา และขาย ผลิตภัณฑ์กัญชากัญชง ได้ทันที

และเมื่อ รัฐบาล ได้ออกกฏระเบียบ และจัดระบบ การจดแจ้ง การเก็บเงินเข้า กองทุน-กพพ เรียบร้อย ให้ผู้ดำเนินธุรกิจกัญชาทุกส่วน ปฏิบัติตามกฏระเบียบ ที่ออกใหม่ ในการจดแจ้ง และเริ่มนับการจัดเก็บเงินเข้ากองทุน นับตั้งแต่วันที่ประกาศกฏระเบียบเหล่านั้น

4) ผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม พรบ กฏ ระเบียบ ที่ออกตามอำนาจ พรบ นี้ ต้องมีโทษปรับ ตาม กฏระเบียบ ที่จะมีประกาศ และ ถ้ามีการหลีกเลี่ยง ไม่ปฏิบัติในการจ่ายสมทบ กองทุน-กพพ ที่กำหนด ให้มีโทษปรับ เป็น 10 เท่า ของ ค่าสมทบ กองทุน-กพพ ที่ไม่ได้ชำระ และหากพบการหลีกเลี่ยงซ้ำให้เพิ่มเป็น 30 เท่าของ มูลค่า ที่ไม่ได้นำส่ง

แก้ หมวด ๔ มาตรา ๑๖
เสนอ โดย วสช.สมุนไพรดอนเมือง

หมวด ๔
มาตรา ๑๖

1) ให้ระบุคุณสมบัติ ของผู้มีสิทธิจดแจ้งปลูกกัญชา ให้ชัดเลย ใน พรบ. คือ เป็นผู้มีสัญชาติไทย และผู้ที่ได้รับอนุญาต ให้พำนักอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะถือ ใบอนุญาตชนิดใด แบบใด ที่ถูกต้องตามกฏหมาย

2) ให้ พรบ.มีผลบังคับใช้ ทันที
และเมื่อ มีกฏกระทรวง หรือ ระเบียบ อื่นๆ เกี่ยวกับการจดแจ้ง ประกาศออกมาในภายหลัง ให้ผู้จดแจ้งปฏิบัติตาม ภายใน 90 วัน

ออฟไลน์ admin

  • Administrator
  • Jr. Member
  • *****
  • กระทู้: 82
    • ดูรายละเอียด
ทำไม แก้ หมวด ๓ มาตรา ๑๕

ข้อเสนอ จดแจ้ง แทน ขออนุญาติ
มีผล โดยตรง

1. การขออนุญาต ต้องรอจนกว่าจะได้ ใบอนุญาต ต้องตรวจสถานที่รัฐ ต้องเสียค่าใช้จ่าย ต่างๆในขบวนการขออนุญาต จนถึงเมื่อใบอนุญาตออก กว่าจะได้ใบอนุญาตนาน อาจเป็นเดือน เหมือนที่ผ่านมา เพราะจะมีเกษตรกรขอเป็นหมื่นๆ คน

ผมคาดว่า
จุดมุ่งหมาย ของการ ขออนุญาต

1.1. คือ ตั้งกรอบ ให้เข้ามาจ่ายเงินก่อนจึงออกใบอนุญาต.

1.2. คัดกรอง ผู้ขออนุญาตโดยหวัง ไม่ให้ผู้ประสงค์ ประกอบการที่ อาจนำผลผลิต ไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง

1.3. ต้องการรวบอำนาจ ให้ยังคงอยู่ ในส่วนงาน ควบคุมยาเสพติด ไม่ต้องการให้คนอื่นเอาไปดูแล เพราะ ยังยอมรับไม่ได้ ว่า วันนี้ พืชกัญชา ไม่ใช่ยาเสพติดแล้ว และคิดว่าหน่วยงานอื่น ไม่ควรได้ดูแล กัญชา (เพราะ อะไร ก็แล้วแต่จะคิดกันครับ)

2. การจดแจ้งเนื่องจาก พืชกัญชา ทุกส่วนไม่ใช่ยาเสพติดแล้ว ดังนั้น สิทธิการเข้าถึง พืช ที่ไม่ใช่ยาเสพติดจะถูก จำกัดสิทธิ ไม่ได้ และ เศรษฐกิจกัญชา จะขยายตัว เร็ว เพราะ ไม่ถูกชลอด้วย กฏระเบียบ และวิธีปฏิบัติ ของระบบ การขออนุญาต

2.1 ข้ออ้างเรื่องการเก็บ รายได้เข้ารัฐ การบังคับการเก็บภาษีเข้ารัฐ สามารถ ทำได้ด้วยกฏระเบียบต่างๆ ไม่จำเป็นต้องมีการขออนุญาต และไม่จำเป็นต้องเก็บในตอนเริ่มกิจการ การการประกอบกิจการค้า ต่างๆ คุณ จดทะเบียน ลงมือประกอบการ แล้วคุณก็ต้อง ตามไปจด ทะเบียน VAT ธุรกิจเฉพาะ หรือ ระบบ การหัก ณ ที่จ่าย ต่างๆ ก็ยังเก็บ รายได้ กันเป็น ล้านล้าน บาท

ข้ออ้างการ ขออนุญาต จึงไม่มีเหตุผลที่จะอ้างเรื่องนี้

2.2 การจดแจ้ง ยังคงให้สิทธิ เจ้าหน้าที่ ติดตาม ตรวจสอบ และ ทำการยกเลิก และจับกุม ผู้จดแจ้ง ที่ไม่มีคุณสมบัติ พอในการจดแจ้ง หรือที่กระทำผิด กฏหมาย หรือกฏระเบียบ ในภายหลัง ได้อยู่แลัว ไม่มีความจำเป็นจะต้อง มานั่ง ตรวจเกษตรกร 500,000 คน เพื่อ ดูว่าใครเป็นผู้ที่เคย ค้ายาเสพติด. เพราะ ถ้าคุณสมบัติ แจ้งไว้ ถ้าเคยต้องโทษ "ค้า" (ไม่ใช่เสพ)ยาเสพติด ห้ามจดแจ้ง ถ้าพบในภายหลัง มีโทษ จำคุก ข้อหา แจ้งเอกสารเท็จ ต่อทางราชการได้ ไม่มีความจำเป็น ในการอ้าง เรื่องนี้

2.3 หน่วยราชการอื่นๆ มีความสามารถ ในการจัดการ กับสุขภาพของ ประชาชน ระดับชาติ เช่น กรมแพทย์แผนไทยฯ ก็ทำได้
ไม่ยิ่งหย่อน กว่าหน่วยควบคุมยาเสพติด

ในเมื่อ พืชกัญชากัญชง ไม่ใช่ ยาเสพติดแล้ว และ กรมแพทย์แผนไทยฯ ก็มีบุคคลากร ที่รู้เรื่องกัญชา และผลิตยากัญชาอยู่แล้ว ย่อมสามารถดูแล เรื่องนี้ ได้ดีกว่า อย. ที่ดูเรื่อง ยาเสพติดเป็นหลัก
++++++++++

ระบบ การจดแจ้ง ตามร่าง พรบ. หมวด ๔ ก็พร้อม ทำ อยู่แล้ว สามารถ รับ จดแจ้งได้เป็นแสนๆคน อยู่แล้ว การเพิ่มจำนวน และ รายละเอียด ของข้อมูล จึง ไม่มีปัญหา
และ ไม่ซ้ำซ้อน เพราะ รัฐ ต้องทำอยู่แล้ว
ตาม ร่าง พรบ หมวด ๔ มาตรา ๑๖
เพียงแต่ เพิ่มจำนวน และประเภท การจดแจ้ง
และส่งข้อมมูล ให้กรมแพทย์แผนไทย เพื่อตามดูแลเพิ่มเติม

การจดแจ้ง นอกจาก จะทำให้เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนแล้ว

ยังเป็นการ ประหยัด งบประมาณ เกือบทั้งหมด ที่พยายาม สร้างเตรียมไว้ ในหมวด อื่นๆ ทั้งการจ้างผู้เชี่ยวชาญมาคุมการออก ใบอนุญาต ตามหมวด ๕ ผลประโยชน์ ได้โดยตรงกับชาติครับ
ค่าใช้จ่าย นับ หมื่นล้าน ที่อาจเก็บได้ ในหมวด ๕
ควร เอาไปให้ กรมแพทย์แผนไทย
ทำยาให้ประชาชนไทย ฟรี ได้เป็นล้านคน
และ สามารถเอาไป ทำ Cliniacal Trail กับตำรับยากัญชาไทยโบราณ เพื่อเปลี่ยน เป็นยาแผนปัจจุบัน เพื่อส่งออกไปขายได้ทั่วโลก

ทั้งนี้ กิจกรรม ของกรมแพทย์แผนไทย ที่กล่าวข้างต้น จะเป็นการส่งเสริม ให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชากัญชง มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะจะเป็นพื้นฐานการส่งออกที่สำคัญยิ่ง และจะมีผลทำให้ พืชกัญชากัญชง มีราคาที่ดี และมีเสถีรภาพ อีกทั้ง ประชาชน จะมียากัญชากัญชง และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ที่มีคุณภาพ ไว้ใช้อย่างกว้างขวาง ผลลัพธ์ ไม่ใช่แต่ผู้ปลูกกัญชาจะมีราคาดีแล้ว ผู้ปลูกพืชสมุนไพรอื่นๆ ได้รับผลพวงเต็มๆ

นอกจากพี่น้องเกษตรกรกัญชา ได้ประโยชน์เต็มๆ พี่น้องเกษตรกร ที่ปลูกสมุนไพรอื่นๆ จะได้รับผลประโยชน์ โดยตรงด้วยครับ